การยุติความขัดแย้งโดยสันติวิธีไม่เคยเกิดขึ้นได้ด้วยโต๊ะเจรจาหรือการดำเนินการของภาครัฐเพียงลำพัง ทุกกระบวนการสันติภาพที่ประสบความสำเร็จในโลก ล้วนต้องอาศัยการรับรู้และความเข้าใจร่วมของสาธารณชน ซึ่งนี่คือบทบาทของการสื่อสารและสื่อ ที่จะเป็นกลไกหลักที่กำหนดว่าสังคมจะรับรู้ความขัดแย้งหรือเส้นทางไปสู่สันติภาพอย่างไร วารสารศาสตร์สันติภาพ (Peace Journalism) เป็นกรอบแนวคิดหนึ่งที่พยายามเน้นย้ำและผลักดันให้เกิดการรับรู้ดังกล่าวของสาธารณชน

วารสารศาสตร์สันติภาพคืออะไร
“วารสารศาสตร์สันติภาพ” (Peace Journalism) คือ รูปแบบหนึ่งของการสื่อข่าวที่ให้ความสำคัญกับการสืบค้นหาต้นตอของความขัดแย้ง เพื่อสร้างโอกาสให้สาธารณชนได้มองเห็นและให้คุณค่ากับแนวทางการยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (Lynch & McGoldrick, 2005)
ในทางปฏิบัติ คือการที่บรรณาธิการและผู้สื่อข่าวเลือกวิธีการรายงานข่าวที่ช่วยส่งเสริมโอกาสในการสร้างสันติภาพ ผ่านการจัดกรอบเนื้อหา (framing) การเลือกใช้คำอย่างระมัดระวัง และการให้เสียงแก่ผู้สร้างสันติภาพ โดยยังคงยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของวารสารศาสตร์ ทั้งความถูกต้อง ความสมดุล และความรับผิดชอบ (Lynch & McGoldrick, 2005)
แต่ในโลกที่ระบบนิเวศข่าวสารเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง อีกทั้งยังมีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของโลก หรือ Megatrends ที่ได้รับการประเมินในหลายกระแสเป็นสิ่งที่ซ้อนทับและเสริมแรงกันอยู่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล ที่ทำให้การผลิตและกระจายข่าวสารไม่ผูกติดกับกองบรรณาธิการอีกต่อไป ไปจนถึงความไม่มั่นคงทางสังคม ที่ทำให้ความขัดแย้งกลายเป็นภาวะปกติใหม่มากกว่าจะเป็นเหตุการณ์ชั่วคราว
หากจะใช้แนวคิด Megatrends เพื่อประเมินทิศทางความท้าทายและแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นและจะเกิดขึ้นในอนาคตกับบทบาทด้านการสร้างสันติภาพของสื่อและการสื่อสาร อาจปรากฏภาพดังนี้
1. AI เปลี่ยนบทบาทนักข่าว จาก “ผู้รายงาน” สู่ “ผู้ตรวจสอบ”
เมื่อ AI เขียนข่าวได้ สร้างภาพและวิดีโอได้ นักข่าวจึงจำเป็นต้องกลายเป็น human verification วารสารศาสตร์สันติภาพในบริบทนี้จึงไม่ใช่แค่จริยธรรม แต่จะเป็นกรอบวิธีคิดสำหรับจัดการระบบข้อมูลข่าวสารทั้งระบบ ตั้งแต่การเลือกข่าว การตรวจสอบ การใช้ภาษา ไปจนถึงการกระจายเนื้อหา
2. Algorithm คือ “บรรณาธิการ” คนใหม่ของโลก
บรรณาธิการคนใหม่นี้ จะชื่นชอบข่าวที่สร้างความโกรธ ความกลัว และการแบ่งฝ่าย มากกว่าข่าวที่มีบริบทและคำอธิบายเชิงลึก แม้สื่อหรือองค์กรสื่อจะไม่ได้ตั้งใจนำเสนอเนื้อหาแบบนี้ แต่ระบบแนะนำเนื้อหาของสื่อในพื้นที่ดิจิทัลก็สามารถขยายความขัดแย้งได้ด้วยตัวมันเอง ขณะที่เสียงของคนชายขอบมักถูกลดการมองเห็น เนื่องจากไม่สร้าง engagement สูงพอ
3. แพลตฟอร์มไม่ใช่แค่ช่องทางการสื่อสาร แต่คือผู้กำหนดวาระข่าว
ในการสื่อสารยุคดิจิทัล แพลตฟอร์มกำหนดรูปแบบข่าว ความยาว ภาษา และจังหวะการเล่าเรื่อง และสามารถเปลี่ยนอัลกอริทึมหรือกติกาได้ตลอดเวลา โดยที่นักข่าวหรือองค์กรไม่มีอำนาจต่อรอง แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีข้อบวกคือ แพลตฟอร์มเปิดพื้นที่ให้เสียงที่เคยถูกละเลย เช่น คนในพื้นที่ขัดแย้ง ชุมชนชายแดน เยาวชน ผู้หญิง หรือชนกลุ่มน้อย ได้สื่อสารกับสาธารณะโดยตรงเป็นครั้งแรก
4. ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) คือสนามรบใหม่ของนักข่าว
จากเดิมที่นักข่าวรายงานเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ตอนนี้และในอนาคตนักข่าวต้องรายงาน “สงครามข้อมูล” ด้วย และมันจะเป็นการต่อสู้เพื่อพื้นที่การรับรู้ ดังนั้น ทักษะด้าน digital verification และ narrative analysis จะกลายเป็นทักษะพื้นฐานของนักข่าว ไม่ใช่ทักษะเฉพาะทางอีกต่อไป
5. AI เป็นดาบสองคม ทั้งสร้างสันติภาพและกระตุ้นความขัดแย้ง
AI สามารถวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาลเพื่อค้นหารากของความขัดแย้ง และตรวจจับเครือข่ายข่าวลวงกับพฤติกรรมเครือข่ายบัญชีโซเชียลที่ทำงานร่วมกัน เพื่อขยายข้อมูลบางอย่างอย่างเป็นขบวนการ อย่างไรก็ตาม ในด้านลบนั้น หากปราศจากการกำกับดูแล AI ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือที่เพิ่มอคติ ความเหลื่อมล้ำ และการบิดเบือนข้อมูล
6. ผู้รับสารไม่ใช่ผู้บริโภคข่าวอีกต่อไป
ผู้รับสารในปัจจุบันเป็นผู้เลือก ตีความ แสดงความคิดเห็น ตัดต่อ และเผยแพร่ต่อ สื่อจึงต้องทำข่าวหลายระดับ เปิดพื้นที่ให้ผู้รับสารตั้งคำถามและตรวจสอบได้ และออกแบบการมีส่วนร่วมเพื่อสร้างชุมชน (community) ไม่ใช่แค่ยอดผู้ชม
7. ข่าวปลอมไม่ใช่แค่ “ข้อความเท็จ” อีกต่อไป
ข่าวปลอมในอนาคตมาในรูปที่ซับซ้อนกว่าเดิม เช่น ข้อมูลจริงที่ถูกนำไปใช้ผิดบริบท ภาพจริงจากคนละเหตุการณ์ สถิติที่เลือกมาบางส่วน พาดหัวที่เกินจริงเพื่อสร้างความเข้าใจผิด คลิปที่สร้างด้วย AI และเครือข่ายบัญชีที่ทำให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือ ภารกิจของนักข่าว ไม่ใช่เพียงถามว่า “ข้อมูลนี้จริงหรือไม่” แต่ต้องถามว่า “ใครหรืออะไรถูกทำให้มองเห็น ใครหรืออะไรถูกทำให้หายไป” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา แก้วเทพ (2569) สรุปประเด็นนี้ไว้ให้นักวิชาการและวิชาชีพนิเทศศาสตร์คิดใคร่ครวญว่า
“เราจะไม่ตั้งคำถามว่าอะไรจริง อะไรเท็จ แต่ต้องถามว่า ทำไมเรื่องหนึ่งถูกทำให้เป็นเรื่องจริง ทำไมเรื่องหนึ่งถูกทำให้เป็นเรื่องเท็จ”
(การประชุมวิชาการกลุ่มศึกษา การสื่อสารกับกลุ่มคนและชุมชนศึกษา วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
จากความท้าทายและทิศทางการเปลี่ยนแปลงข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า วารสารศาสตร์สันติภาพในความหมายเดิม ที่ผูกอยู่กับตัวนักข่าวและกองบรรณาธิการเท่านั้น อาจไม่เพียงพออีกต่อไป จำเป็นต้องขยายกรอบคิดไปสู่ “ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเพื่อสันติภาพ” (Peace Information Ecosystem) ที่ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับ ดังตาราง
| ระดับ | สิ่งที่ต้องเปลี่ยน |
| นักข่าว | ตรวจสอบหลายฝ่าย เข้าใจความขัดแย้ง ใช้ภาษาอย่างรับผิดชอบ |
| ห้องข่าว | ไม่ใช้ยอดวิวเป็นตัวชี้วัดเดียว มีแนวปฏิบัติด้าน AI และข้อมูล |
| แพลตฟอร์ม | โปร่งใสเรื่องอัลกอริทึม ลดการขยาย hate speech และข้อมูลบิดเบือน |
| ผู้รับสาร | มี media literacy, AI literacy และทักษะตรวจสอบข้อมูล |
| สังคม | สนับสนุนสื่อสาธารณะ สื่อท้องถิ่น และพื้นที่สนทนาข้ามความแตกต่าง |
กล่าวโดยสรุป ท่ามกลางความไม่แน่ใจและเทคโนโลยีดิจิทัลไปก้าวไปอย่างรวดเร็ว แต่มีผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถเท่าทัน เหล่านี้ส่งผลต่ออนาคตของวารสารศาสตร์สันติภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งในแง่บวกและลบ ดังเช่น
- สื่อถูกครอบงำด้วยอัลกอริทึม ข่าวถูกผลิตตามยอดวิว ความขัดแย้งถูกทำให้เป็นความบันเทิง สื่อสูญเสียความน่าเชื่อถือ และวารสารศาสตร์สันติภาพกลายเป็นเนื้อหาชายขอบที่ไม่มีใครเห็น
- สื่อใช้ AI เพื่อการทำงานที่มีคุณภาพครอบคลุมขึ้นและยังยึดจริยธรรมวิชาชีพอย่างหนักแน่น AI ช่วยตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล นักข่าวมีเวลาทำงานเชิงลึกมากขึ้น และมีมาตรฐานเปิดเผยการใช้เทคโนโลยีต่อสาธารณะ
- ระบบนิเวศข้อมูลข่าวสารเพื่อสันติภาพ องค์กรสื่อ ผู้ทำงานสื่อ แพลตฟอร์ม นักวิชาการ ชุมชน และประชาชนร่วมกันสร้างข้อมูลที่ตรวจสอบได้ เปิดพื้นที่ความเห็นต่าง และทำให้ทางออกที่ไม่ใช่ความรุนแรงมองเห็นได้จริง
ความท้าทายของนักข่าวในวันนี้ จึงไม่ใช่แค่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คือการกลั่นกรองข้อมูลท่ามกลางอัลกอริทึม AI และปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร เพื่อช่วยให้สังคมเข้าใจความจริงอย่างรอบด้าน ลดการแบ่งขั้ว และสร้างสันติภาพเชิงบวก (Positive Peace) ตามแนวคิดของ Johan Galtung
สำหรับยุทธศาสตร์สู่การปฏิบัติ เพื่อการสร้างนิเวศข้อมูลข่าวสารเพื่อสันติภาพ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคลและองค์กรวิชาชีพและองค์กรสื่อ ดังเช่น
ปัจเจกบุคคล (นักข่าวและบรรณาธิการ)
- ปรับเปลี่ยนกรอบความคิดและค่านิยมข่าว (New Frame of Practice)
- ยกระดับความรู้และทักษะเฉพาะทาง (digital verification, narrative analysis)
- ระมัดระวังในการใช้ภาษา
- ขยายแหล่งข่าวและให้พื้นที่กับ “คนธรรมดา” (People-oriented)
- ทำงานเป็นทีม (Teamwork)
องค์กรวิชาชีพและองค์กรสื่อ
- สร้างเครือข่ายความร่วมมือ (Networking)
- จัดตั้ง “โต๊ะข่าวเฉพาะกิจ” ด้านความขัดแย้งและวิกฤต
- จัดทำคู่มือปฏิบัติงานและแนวปฏิบัติจริยธรรม
- ลงทุนและสนับสนุนทรัพยากรผู้ปฏิบัติงาน
- ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร
สิ่งสำคัญที่ขบวนข่าวสารสันติภาพและวารสารศาสตร์เพื่อสันติภาพ อาจยึดเป็นกรอบคิดที่สำคัญในการขับเคลื่อน คือข้อเขียนของ Ross Howard (2004) ที่ระบุว่า
“ผู้สื่อข่าวมืออาชีพไม่ได้ตั้งเป้าจะเป็นผู้ลดปัญหาความขัดแย้ง แต่มีหน้าที่นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และไม่ลำเอียงเข้าข้างใคร ซึ่งการสื่อข่าวที่ดีเช่นนี้เองที่จะช่วยทำให้ความขัดแย้งลดลง”
(Professional Journalists do not set out to reduce conflict. They seek to present accurate and impartial news. But it is often through good reporting that conflict is reduced.)
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
กาญจนา แก้วเทพ, (2569), งานประชุมวิชาการกลุ่มศึกษาการสื่อสารกลุ่มคนและชุมชนศึกษา ครั้งที่ 2/2569 “พลวัตวัฒนธรรมและอำนาจใหม่ของพลเมืองดิจิทัลในยุคหลังสื่อสารมวลชน”, คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Lynch, J., & McGoldrick, A. (2005). Peace Journalism. Hawthorn Press.
Howard, R. (2004). Conflict Sensitive Journalism: A Handbook. International Media Support (IMS) & Institute for Media, Policy and Civil Society (IMPACS).
PricewaterhouseCoopers (PwC). (2014). Megatrends: Five global shifts changing the way we live and do business. World Economic Forum. https://www3.weforum.org/docs/WEF_SP_MegaTrends_PwC_2014.pdf
* บทเสวนา ในเวทีกระบวนการฟังเสียงประเทศไทย “ภาพอนาคตขบวนข่าวสารสันติภาพ: จากชายขอบ-ชายแดนใต้สู่ศูนย์กลาง” ภายใต้โครงการ Rethinking: โต๊ะข่าวภาคใต้-โต๊ะข่าวสันติภาพ(2569) วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2569 ณ บ้านภักดีพร (ตานีเบย์) ถนนปัตตานีภิรมย์ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการประชุมปฏิบัติการเพื่อพัฒนาเครือข่ายสื่อมวลชน สื่อภาคพลเมือง และสื่อสาธารณะเพื่อสันติภาพ โดยความร่วมมือของศูนย์ศึกษาและพัฒนาการสื่อสารสันติภาพ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.ปัตตานี สถาบันสันติศึกษา และ Deep South Watch



