สื่อสารจากรากฐานชุมชน สู่การสร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มมูลค่า “ปั้นดินโรงอ่าง”

บทสัมภาษณ์พิเศษ: นางสาวอลีนา ราเหม
นักศึกษาสาขาวิชานิเทศศาสตร์
ตัวแทนทีมผู้ได้รับรางวัลด้านการวิจัยเพื่อชุมชน

        ภายใต้โครงการ “Commsci for the Benefits of Mankind” ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิชาการเพื่อประโยชน์ของสังคม ผลงาน “การผลิตสื่อเพื่อพัฒนาแบรนด์ปั้นดินโรงอ่าง” ได้รับรางวัลด้านการวิจัยเพื่อชุมชน สะท้อนบทบาทของนักนิเทศศาสตร์รุ่นใหม่ที่ใช้กระบวนการวิจัยและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือในการพัฒนาศักยภาพชุมชน

        นางสาวอลีนา ราเหม ตัวแทนทีมผู้สร้างสรรค์ผลงาน เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการว่า การเลือกศึกษาแบรนด์ “ปั้นดินโรงอ่าง” ไม่ได้เกิดจากข้อกำหนดทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสนใจร่วมกันของสมาชิกในทีมที่มีความผูกพันกับการทำงานเพื่อชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง

        “ปั้นดินโรงอ่าง” เป็นกิจการเครื่องปั้นดินเผาที่อยู่คู่ชุมชนโรงอ่าง ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี มายาวนานนับร้อยปี มีจุดแข็งด้านอัตลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ชัดเจน แต่ในด้านการสื่อสารแบรนด์ยังขาดการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง ทีมจึงมองเห็นโอกาสในการนำองค์ความรู้ด้านนิเทศศาสตร์เข้าไปช่วยพัฒนา เพื่อให้คุณค่าที่มีอยู่เดิมถูกสื่อสารออกไปได้อย่างเหมาะสมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่มากขึ้น

ในการทำงาน ทีมได้นำหลักการวิจัยทางนิเทศศาสตร์มาวิเคราะห์อัตลักษณ์แบรนด์ และความต้องการของชุมชนค่ะ เราใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การลงพื้นที่สังเกตการณ์ และการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อทำความเข้าใจทั้งประวัติความเป็นมา วิธีการทำงาน และทิศทางการพัฒนาของกิจการ จากข้อมูลเหล่านี้เราจึงนำมาวางแนวทางการสื่อสารที่ช่วยปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย และสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นค่ะ

        จากกระบวนการวิเคราะห์ดังกล่าว ทีมได้พัฒนาชุดสื่อที่หลากหลายและตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์ประกอบด้วย

  • คลิปวิดีโอสั้น แนะนำสถานที่และกิจกรรม Workshop เพื่อสร้างความสนใจและการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนรุ่นใหม่
  • โปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ 2 ชิ้น สำหรับสื่อสารข้อมูลกิจกรรมและใช้ในพื้นที่จัดแสดง
  • อินโฟกราฟิก 1 ชิ้น ถ่ายทอดกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย
  • การออกแบบโลโก้และป้ายสถานที่ใหม่ ในโทนสีอบอุ่น สื่อถึงรากฐานความเป็นงานหัตถกรรมดั้งเดิมพร้อมยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดูเป็นระบบมากขึ้น

        อลีนาอธิบายว่า การเลือกใช้สื่อแต่ละประเภทไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่ตั้งอยู่บนการวิเคราะห์พฤติกรรมการรับสารในยุคดิจิทัล ควบคู่กับการคำนึงถึงความสามารถของชุมชนในการนำสื่อไปใช้ต่อจริง

เราได้นำความรู้จากห้องเรียนมาใช้รอบด้านค่ะ ทั้งการวางแผน การออกแบบ และการประเมินผล โดยคิดเสมอว่าสื่อที่ผลิตต้องนำไปใช้งานได้จริง และต่อยอดได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ผลงานเพื่อการส่งประกวดเท่านั้น

        หนึ่งในจุดเด่นของโครงการคือการเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การให้ข้อมูล การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไปจนถึงการตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา กระบวนการนี้สะท้อนแนวคิดการวิจัยเชิงมีส่วนร่วม ที่มองชุมชนในฐานะ “หุ้นส่วน” ของการพัฒนา ไม่ใช่เพียงแหล่งข้อมูล และจากประสบการณ์ครั้งนี้ ทีมเรียนรู้ว่าการสื่อสารเพื่อชุมชนต้องเริ่มจากการรับฟังอย่างเปิดใจ เคารพบริบทท้องถิ่น และพร้อมปรับตัวตามสถานการณ์จริง นอกจากนี้ โครงการยังได้รับคำแนะนำอย่างใกล้ชิดจากอาจารย์ที่ปรึกษา 2 ท่านคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์จารียา อรรถอนุชิต และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฮัมเดีย มูดอ อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ ซึ่งอาจารย์มีบทบาทสำคัญที่ช่วยกำกับทิศทางให้เหมาะสมกับบริบท และรักษามาตรฐานทางวิชาการของงานวิจัย บทบาทดังกล่าวทำให้ทีมสามารถเชื่อมโยงแนวคิดเชิงทฤษฎีกับการปฏิบัติจริงได้อย่างลงตัว ส่งผลให้งานมีทั้งความเข้มแข็งทางวิชาการและความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

        หลังจากการนำสื่อไปใช้ แบรนด์ “ปั้นดินโรงอ่าง” มีภาพลักษณ์ที่ชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น สื่อที่ผลิตสามารถนำไปใช้ประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ และเป็นต้นแบบสำหรับการพัฒนาสื่อในอนาคตของชุมชน ในมุมมองของทีม งานนิเทศศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการผลิตเนื้อหา แต่เป็นกลไกสำคัญ ในการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าและบริการของชุมชน ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าใจบริบทจริงและสื่อสารอย่างลึกซึ้ง ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นให้เติบโตได้จริง

ในระยะต่อไป เราอยากพัฒนา storytelling ให้ลึกขึ้นค่ะ สร้างปฏิสัมพันธ์ในสื่อออนไลน์ และวางระบบอัตลักษณ์แบรนด์ในระยะยาว เพื่อให้ชุมชนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อได้ด้วยตัวเองจริง ๆ

        บทเรียนจากโครงการนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า นักศึกษานิเทศก์ศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้เรียนรู้ทฤษฎี ในห้องเรียน แต่เป็นนักปฏิบัติการทางการสื่อสารที่สามารถสร้างนวัตกรรมเชิงสังคม ผ่านกระบวนการวิจัยที่เป็นระบบ ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ผลงานชิ้นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จ ในเชิงรางวัล หากแต่เป็นภาพสะท้อนศักยภาพของนักสื่อสารรุ่นใหม่ ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์ความรู้สู่การพัฒนาชุมชน

เรียบเรียงโดย ….นางสาวพัชรกัญญ์ ยังปากน้ำ

Scroll to Top