แถลงการณ์คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร เรื่อง ข้อห่วงใยและข้อเรียกร้องเพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการสื่อสารที่ปลอดภัยท่ามกลางมลภาวะทางข้อมูลข่าวสาร และการใช้ข้อมูลบิดเบือนเป็นอาวุธในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนใต้

แถลงการณ์คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

เรื่อง ข้อห่วงใยและข้อเรียกร้องเพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศการสื่อสารที่ปลอดภัยท่ามกลางมลภาวะทางข้อมูลข่าวสาร และการใช้ข้อมูลบิดเบือนเป็นอาวุธในสถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนใต้

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีจุดเริ่มต้นจากเหตุการณ์ลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา และได้ลุกลามบานปลายไปสู่ความขัดแย้งในมิติอื่น ๆ อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่น่าวิตกกังวลอย่างยิ่งในขณะนี้ คือ ปรากฏการณ์ที่กลุ่มบุคคลนำข้อมูลข่าวสารบิดเบือนมาใช้เป็นเครื่องมือและอาวุธห้ำหั่นกันบนโซเชียลมีเดีย เพื่อตอกลิ่มความแตกแยกและยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังในสังคม

ในฐานะที่เป็นผู้นำหน่วยงานวิชาการที่มีบทบาทในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการสื่อสารสันติภาพ (Peace Communication) และพัฒนาทักษะการรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลข่าวสาร และดิจิทัล ให้แก่สังคมมาโดยตลอด ผมได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยความห่วงใยเป็นอย่างยิ่ง เพราะตระหนักดีว่าการสื่อสารด้วยข้อมูลข่าวสารที่ผิดบิดเบือนเป็นส่วนหนึ่งของการบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพที่ร้ายแรงที่สุด เพื่อป้องกันมิให้ความขัดแย้งบนพื้นที่การสื่อสารบานปลายไปสู่ความรุนแรงเชิงกายภาพ ผมจึงขอเรียกร้องต่อทุกภาคส่วน ดังต่อไปนี้

1. ขอให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และเฝ้าระวังการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อบิดเบือนข้อมูลข่าวสารบนแพลตฟอร์มโซเซียลมีเดีย

ผมขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน และเพจอินฟลูเอนเซอร์ต่าง ๆ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารบนรากฐานของข้อเท็จจริงที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้ ขอให้ทุกภาคส่วนมีความระมัดระวังและรู้เท่าทันต่อการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข้อมูลเท็จ ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อภาพ การสร้างภาพจำลอง การบิดเบือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น แม้ว่าการสร้างและนำเสนอเนื้อหาที่เร้าอารมณ์หรือบิดเบือนความจริงเหล่านี้จะนำไปสู่การเพิ่มจำนวนการมีส่วนร่วม (Engagement) บนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว แต่ผลกระทบที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตัวเลขความนิยมเหล่านั้นคืออันตรายร้ายแรง เพราะมลภาวะทางข้อมูลข่าวสารเหล่านี้สามารถแปรสภาพเป็นชนวนยั่วยุ ปลุกปั่นความเกลียดชัง และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาที่ทำให้ความขัดแย้งบานปลายไปสู่ความรุนแรงที่สร้างบาดแผลให้กับสังคมอย่างไม่อาจประเมินค่าได้

2. ต่อสื่อมวลชนและผู้ผลิตเนื้อหาข่าวสาร

ขอให้ท่านตระหนักถึงวุฒิภาวะและความรับผิดชอบในฐานะสถาบันสาธารณะเพราะผลจากการปฏิบัติหน้าที่ของท่านมีอิทธิพลโดยตรงต่อการชี้นำความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ และความเชื่อของคนในสังคม ในสภาวะที่เกิดความขัดแย้งเช่นนี้ ผมขอเรียกร้องให้ท่านระมัดระวังในการคัดกรองแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง น่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ พร้อมทั้งยึดมั่นในแก่นแท้และปรัชญาแห่งวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเคร่งครัด ได้แก่

(1) นำเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา
(2) เป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง ทุน หรือกลุ่มกดดันใด ๆ
(3) นำเสนอข่าวอย่างเป็นภาวะวิสัย (Objectivity) ตามสภาพข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
(4) ให้พื้นที่ข่าวและประเด็นอย่างรอบด้านและสมดุล (Balance)
(5) ให้ความเป็นธรรมกับแหล่งข่าวทุกฝ่ายที่ถูกกล่าวถึงหรืออยู่ในความขัดแย้ง (Fairness)
(6) รักษาความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล (Accuracy)
(7) ปราศจากอคติ และไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงในการรายงานข่าว

นอกจากนี้ ผมขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนยกระดับบทบาทในการเป็นผู้เฝ้าระวังและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารผิดบิดเบือน ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างหนักในพื้นที่ออนไลน์ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะเผยแพร่มาจากฝ่ายใดก็ตาม และไม่ตกเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตซ้ำและแพร่กระจายข้อมูลที่ไม่ถูกต้องเสียเอง เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติ ความน่าเชื่อถือ และร่วมเป็นแสงสว่างนำทางสังคมให้ก้าวข้ามความขัดแย้งนี้ไปได้ด้วยปัญญาและข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือ

3. ต่อหน่วยงานภาครัฐและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่

ขอให้ท่านยึดมั่นและตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารบนรากฐานของข้อเท็จจริง ความถูกต้อง และความโปร่งใส ขอให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรัดกุมก่อนนำเสนอสู่สังคม เพราะหากหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ผลิตข้อมูลที่บิดเบือนและนำมาใช้เป็นกลยุทธ์ในการสื่อสารเสียเอง ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม ผลลัพธ์ที่บาดลึกที่สุดคือการสูญเสียความไว้วางใจ (Public Trust) จากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการขาดความไว้วางใจนี้ อาจกลายเป็นกําแพงและอุปสรรคในการแสวงหาความร่วมมือ อีกทั้งยังเป็นการบั่นทอนกระบวนการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จำเป็นต้องอาศัยความเชื่อมั่นระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหัวใจสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมแห่งสันติภาพ

4. ต่อเพจข่าวท้องถิ่น และผู้มีอิทธิพลทางความคิด

ผมขอเรียกร้องให้ท่านใช้พลังของการสื่อสารที่มีอยู่ในมือทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการแสวงหาและนำเสนอข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน หลีกเลี่ยงการผลิตซ้ำวาทกรรมที่ยั่วยุอารมณ์ แม้ว่าในระยะสั้น การสื่อสารลักษณะนี้อาจสร้างกระแสเรียกยอดการมีส่วนร่วม และดึงดูดผู้คนให้เกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อสนับสนุนจุดยืนของตนได้อย่างรวดเร็ว แต่อย่าลืมว่าผลกระทบในระยะยาวนั้น จะเป็นการสร้างรอยร้าวที่ฝังรากลึกแห่งความแตกแยกในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และสังคมไทยในภาพรวม

พร้อมกันนี้ ขอให้ท่านมีความระมัดระวังต่อการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างข้อมูลบิดเบือน รวมถึงต้องระมัดระวังการขุดคุ้ยภาพหรือข้อมูลของเหตุการณ์ในอดีตที่ได้คลี่คลายหรือยุติลงไปแล้วนำมาฉายซ้ำหรือเล่าใหม่โดยมีเจตนาเพื่อปลุกปั่นความเกลียดชัง ประการสำคัญที่สุด คือขอให้ทุกท่านตระหนักว่าบริบทความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความละเอียดอ่อนและซับซ้อนเฉพาะตัว ซึ่งไม่อาจนำชุดความคิดหรือวาทกรรมชาตินิยมในลักษณะเดียวกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา มาใช้เป็นกรอบในการอธิบาย หรือปลุกระดมการเคลื่อนไหวในพื้นที่เพราะจะเป็นการอธิบายที่ผิดบริบท และสุมไฟความขัดแย้งให้เลวร้ายลงไปอีก

5. ต่อประชาชนและผู้ใช้โซเชียลมีเดีย

ผมขอให้ทุกท่านใช้สติและความระมัดระวังในการเสพ ส่งต่อ และแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลข่าวสาร โดยขอให้ยึดหลักการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนแชร์ แม้ว่าการใช้อารมณ์ตอบโต้หรือแสดงความคิดเห็นบนเพจต่าง ๆ อาจสร้างความรู้สึกสะใจในชั่วขณะ แต่ขอให้ตระหนักว่าผลลัพธ์ที่ตกค้างในพื้นที่คือการเติมเชื้อไฟแห่งความเกลียดชังให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ผมเน้นย้ำเสมอในการขับเคลื่อนการรู้เท่าทันสื่อ คือก่อนที่เราจะรู้เท่าทันสิ่งรอบตัว ด่านแรกที่สำคัญที่สุดคือการรู้เท่าทันตนเอง (Self-Literacy) เราต้องกล้าที่จะสำรวจและยอมรับว่าตัวเราเองต่างก็มีอคติและทัศนคติทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ ซึ่งความเอนเอียงนี้จะชักนำให้เราเลือกเปิดรับเฉพาะข้อมูลที่ตรงกับความเชื่อเดิมของเรา ประกอบกับการทำงานของอัลกอริทึม (Algorithm) ของโซเชียลมีเดียที่คอยป้อนข้อมูลแบบเดียวกันซ้ำ ๆ จนกักขังเราไว้ในห้องเสียงสะท้อน (Echo Chamber) สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะยิ่งตอกย้ำอคติให้ฝังแน่น นำไปสู่การตีตราเหมารวม และบ่มเพาะแนวคิดสุดโต่งที่รุนแรง

ดังนั้นการตระหนักรู้ในอคติของตนเองจึงเป็นกุญแจดอกแรกที่จะทลายห้องเสียงสะท้อนดังกล่าว เพื่อเปิดใจรับฟังข้อมูลข่าวสารในมุมมองที่หลากหลาย ป้องกันมิให้ตนเองตกเป็นเครื่องมือของการสร้างความขัดแย้ง และร่วมกันใช้พลังปัญญารวมหมู่ในการเป็นพลเมืองตื่นรู้ที่ช่วยเฝ้าระวังมลภาวะทางข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุดนี้ แม้ข้อเรียกร้องและความห่วงใยจากผม อาจเปรียบเสมือนเสียงเล็ก ๆ ท่ามกลางพายุแห่งความขัดแย้งและมลภาวะทางข้อมูลข่าวสารที่กำลังโหมกระพืออย่างรุนแรงในเวลานี้ แต่อย่างไรก็ตาม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เสียงเล็ก ๆ นี้จะส่งถึงทุกภาคส่วนให้เปิดใจรับฟัง และร่วมกันทบทวนท่าทีการสื่อสารของตนเอง เพราะท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นนี้ การตระหนักรู้ในข้อมูลข่าวสารคือเข็มทิศอย่างหนึ่งที่จะนำพาสังคมชายแดนภาคใต้และสังคมไทยของเราให้ก้าวผ่านพายุลูกนี้ไปได้

ด้วยจิตคารวะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา
คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

23 เมษายน 2569

Scroll to Top