เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา หน่วยงานประจำจังหวัดปัตตานี สภาองค์กรของผู้บริโภค ร่วมกับ สมาคมคุ้มครองผู้บริโภคจังหวัดปัตตานี จัดเวทีคืนข้อมูลขนส่งสาธารณะจังหวัดปัตตานี และประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาและส่งเสริมบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตามกฎหมายและแนวทางการจัดบริการขนส่งสาธารณะในบริบทท้องถิ่น ณ โรงแรมปาร์คอินทาวน์ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี
กิจกรรมดังกล่าวมีผู้แทนจากหลากหลายภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ เครือข่ายผู้บริโภคในจังหวัดปัตตานี ผู้แทนจากสำนักงานขนส่งจังหวัดปัตตานี ผู้แทนองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปัตตานี ผู้แทน อปท. ในพื้นที่อำเภอเมือง สื่อมวลชน และผู้แทนจากสภาองค์กรของผู้บริโภค
ในการนี้ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ในฐานะหน่วยงานวิชาการผู้ดำเนินการศึกษาวิจัยให้แก่หน่วยงานประจำจังหวัดปัตตานี ได้ร่วมนำเสนอผลการศึกษาวิจัย เรื่อง “การใช้บริการ ความพึงพอใจของผู้โดยสาร การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะ และข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี” เพื่อสะท้อนเสียงความต้องการของประชาชน และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมต่อที่ประชุม
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ได้เปิดเผยผลการศึกษาส่วนหนึ่งว่า ผู้ใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในจังหวัดปัตตานี เช่น รถสองแถวระหว่างอำเภอ รถตุ๊กตุ๊ก และรถจักรยานยนต์รับจ้าง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย แต่กลับต้องแบกรับค่าบริการในการเดินทางที่ค่อนข้างสูง โดยหากคำนวณจากฐานค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ค่าเดินทางอาจมีสัดส่วนสูงถึง 1 ใน 3 ของรายได้ต่อวัน ซึ่งถือเป็นต้นทุนชีวิตที่สูง




นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของระบบขนส่งสาธารณะในพื้นที่คือภาวะ “รถน้อย คอยนาน” เช่นเดียวกับอีกหลายจังหวัด ซึ่งกลายเป็นปัจจัยผลักที่ทำให้ประชาชนตัดสินใจเลิกใช้บริการขนส่งสาธารณะแล้วหันไปพึ่งพายานพาหนะส่วนบุคคลแทน ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารในระบบลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวงจรปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน
ส่วนปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านจากผู้บริโภค คือ 1) สภาพยานพาหนะทรุดโทรม 2) ความปลอดภัยในการเดินทาง เช่น การห้อยโหน ขับรถเร็ว เป็นต้น 3) ขาดข้อมูลป้ายและราคาที่ชัดเจน 4) ราคาสูงและไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะรถตุ๊กตุ๊ก และ 5) ที่พักคอยไม่ปลอดภัย ส่วนสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด 5 ด้าน ได้แก่ 1) สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้โดยสายทุกประเภท (อารยสถาปัตย์) 2) ระบบออนไลน์ที่ใช้สำหรับการติดตามรถโดยสารเพื่อความสะดวกในการคอย แผนที่เดินรถ เป็นต้น 3) มีช่องทางการรร้องเรียนที่ชัดเจน 4) เปลี่ยนเป็นรถโดยสาร EV ที่สอดคล้องกับวิถีและอัตลักษณ์คนปัตตานี และ 5) บริหารจัดการโดยท้องถิ่น
จากการศึกษาวิจัยยังได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเป็นแนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาและยกระดับระบบขนส่งสาธารณะของจังหวัดปัตตานีใน 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) การกำหนดเจ้าภาพหลัก โดยจำเป็นต้องบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) หรือเทศบาล และขนส่งจังหวัด เป็นต้น เข้ามาเป็นผู้ดำเนินการหลักหรือสนับสนุนงบประมาณแทนการปล่อยให้เป็นภาระของเอกชนรายย่อย เพื่อให้ภาครัฐท้องถิ่นสามารถควบคุม กำกับดูแล และยกระดับมาตรฐานการให้บริการได้อย่างแท้จริง 2) การออกแบบเชิงอารยสถาปัตย์ ด้วยการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเน้นการเข้าถึงของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ สตรีมีครรภ์ และประชาชนทั่วไป และ 3) การยกระดับความปลอดภัยจุดพักคอย ด้วยการปรับปรุงจุดรอรถและป้ายหยุดรถโดยสารให้มีความปลอดภัยสูงสุด ด้วยการเพิ่มระบบไฟส่องสว่าง ติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV) เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุม พร้อมจัดระเบียบพื้นที่จุดพักคอยไม่ให้ถูกรุกล้ำโดยกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์หรือบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ




ผู้วิจัยยังได้นำเสนอว่าการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบใหม่จำเป็นต้องดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างการยอมรับจากประชาชนและลดความเสี่ยงในการลงทุน ผ่านแผนการดำเนินงาน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ทำในเมืองให้ดีก่อน เริ่มต้นจากการพัฒนาระบบขนส่งภายในเขตเทศบาล (City Line) ให้มีความเข้มแข็ง ได้มาตรฐาน สะอาด น่านั่ง และตรงต่อเวลา ก่อนที่จะขยายเส้นทางเชื่อมโยงสู่พื้นที่รอบนอกต่อไป ระยะที่ 2 เริ่มต้นด้วยสเกลเล็ก (Sandbox Project) ทดลองเปิดเส้นทางนำร่องเชิงท่องเที่ยวหรือเชิงไลฟ์สไตล์ โดยบูรณาการทำงานร่วมกับกลุ่มเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อทดสอบระบบการเดินรถ ประเมินผลตอบรับ และสร้างกระแสนิยมให้คนรุ่นใหม่หันมาใช้บริการ และระยะที่ 3 รัฐรับความเสี่ยงช่วงต้น โดยภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องพร้อมยอมรับภาระการขาดทุนในระยะแรก ในฐานะที่เป็นบริการสาธารณะ เพื่อเปิดโอกาสและให้เวลาแก่ประชาชนในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้ยานพาหนะส่วนบุคคล ให้กลับมามีความเชื่อมั่นและหันมาใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะในระยะยาว
จากนั้นในที่ประชุมยังได้ร่วมกันอภิปรายถึงผลการศึกษาดังกล่าว และให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมถึงความเป็นไปได้ในการนำข้อเสนอจากผลการวิจัยดังกล่าวมาพัฒนาต่อในเชิงนโยบายต่อไปนี้
คลิกชมไลฟ์กิจกรรมที่ https://www.facebook.com/share/v/1BhQQB8hmd/
ขอบคุณภาพข่าวจากคุณพัชรา ยิ่งดำนุ่น สถานีวิทยุ ม.อ.ปัตตานี




