
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล อาจารย์ประจำสาขาวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นอาจารย์ตัวอย่างระดับอุดมศึกษา เนื่องในวันครู ประจำปี 2569 ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ซึ่งเป็นรางวัลที่สะท้อนถึงบทบาทของความเป็นครูผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่นักศึกษา และเป็นผู้บ่มเพาะวิธีคิด คุณค่า และจริยธรรมทางวิชาชีพให้กับนักศึกษาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 28 ปีตั้งแต่การก่อตั้งคณะวิทยาการสื่อสารจวบจนปัจจุบัน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล กล่าวถึงความหมายของความสำเร็จในวิชาชีพครูว่า การทำหน้าที่ในฐานะครูหรืออาจารย์อาจไม่ได้วัดจากรางวัลหรือคำยกย่องที่ได้รับ สำหรับอาชีพครูแล้ว ตัวชี้วัดความสำเร็จที่มีความหมายที่สุด คือ “ความสำเร็จของลูกศิษย์” ที่เคยผ่านเข้ามาในห้องเรียน
“สำหรับครู KPI ที่สำคัญที่สุดจริง ๆ ไม่ใช่รางวัล ไม่ใช่คำชมจากใคร แต่คือการที่เราเห็นลูกศิษย์ของเราประสบความสำเร็จในชีวิตและในเส้นทางของเขาเอง”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมลกล่าวและว่า
สำหรับกิจกรรมเชิดชูเกียรติครูที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีจัดขึ้นมานั้น ไม่ใช่เพียงการมอบรางวัล แต่เป็นการให้กำลังใจ ให้พลังบวก และเตือนใจคนทำหน้าที่ครูว่า วิชาชีพนี้คือการทำงานเพื่อผู้อื่น เพื่อเพื่อนมนุษย์ และต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และเต็มกำลังความสามารถ เหมือนการเตือนตัวเองว่า เราคงต้องทำหน้าที่ครูให้ดีที่สุด เท่าที่เราจะทำได้ และทำด้วยความจริงใจ
ด้านวิชาชีพนิเทศศาสตร์เป็นทั้งอาชีพและวิชาชีพที่มีลักษณะเฉพาะ ครูนิเทศศาสตร์จึงจำเป็นต้องเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อผู้เรียนในห้องเรียนปัจจุบันเป็นคนละเจเนอเรชันกับครูอย่างชัดเจน ทั้งเทคโนโลยี สังคม และรูปแบบการสื่อสารที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
“นักศึกษาที่นั่งอยู่ในห้องเรียนวันนี้ ถ้าเทียบกับรุ่นของเรา มันห่างกันเป็นยี่สิบสามสิบปีเลย เพราะฉะนั้นเราตกยุคไม่ได้”

แม้ครูจะมีพื้นฐานทางวิชาชีพ แต่การนำมาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันจำเป็นต้องทบทวนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อบรรทัดฐานของการทำงานข่าว การทำรายการ โฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ เปลี่ยนไปตามภูมิทัศน์สื่อ แต่ สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนและต้องยึดถืออย่างมั่นคง คือ คุณค่าทางวิชาชีพและจริยธรรมของนิเทศศาสตร์
“สิ่งที่เราย้ำกับนักศึกษาเสมอ คือเรื่องของหลักความจริง การสื่อสารที่ไม่สร้างความเสียหายกับสังคม และการใช้การสื่อสารเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดี อันนี้คือคุณค่าที่ไม่มีวันตกยุค”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วลักษณ์กมล กล่าวอีกว่า การปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับนักศึกษาในยุคปัจจุบันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทของการเรียนการสอนด้านนิเทศศาสตร์ ซึ่งไม่สามารถแยกจากโลกความเป็นจริงได้ การเชื่อมโยงเนื้อหากับสถานการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นจริง และนำเหตุการณ์ปัจจุบันมาใช้เป็นกรณีศึกษา จึงเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ เพราะนิเทศศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ผูกพันกับสังคมอย่างแยกไม่ออก นักศึกษาจำเป็นต้องเข้าใจโลก เข้าใจสังคม และตระหนักถึงบทบาทของการสื่อสาร เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างมีความหมายและรับผิดชอบต่อสังคม
“ต่อให้วันนี้มี AI มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเยอะแค่ไหน สิ่งที่เราต้องย้ำกับนักศึกษาก็คือ คุณค่าพื้นฐานของนิเทศศาสตร์ยังสำคัญเหมือนเดิม”

สำหรับความภาคภูมิใจในวิชาชีพครู อาจไม่ได้อยู่ที่การอ้างความสำเร็จเป็นของตนเอง เพราะความสำเร็จของคนหนึ่งคนเกิดจากหลายปัจจัย แต่การได้เห็นลูกศิษย์เติบโต ยืนหยัดในเส้นทางของตนเอง และทำงานได้อย่างเข้มแข็ง ไม่ว่าจะอยู่ในสายวิชาชีพใด ล้วนเป็นความภาคภูมิใจของผู้ทำหน้าที่ครู
“เราไม่ได้อยากให้เขาทำงานแบบที่เราสอนอย่างเดียว แต่อยากให้เขามีวิธีคิด มีชีวิตเป็นของตัวเอง และเอาตัวรอดได้ในหลาย ๆ สถานการณ์”
ในยุคที่โลกทั้งใบกลายเป็นห้องเรียน และผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง บทบาทของครูจึงมักถูกตั้งคำถามว่า “ยังจำเป็นอยู่หรือไม่” คำถามลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับวิชาชีพครูเท่านั้น แต่แทบจะเกิดกับทุกวิชาชีพ โดยเฉพาะเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคของ AI หรือปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองอย่างลึกซึ้ง จะเห็นประเด็นสำคัญที่ยังคงเป็นความท้าทายของสังคม นั่นคือ “ช่องว่างทางดิจิทัล” (Digital Divide) หรือความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การมีอุปกรณ์หรืออินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่รวมถึงทักษะ การรู้เท่าทัน และความสามารถในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีวิจารณญาณด้วย
คำตอบจึงชัดเจนว่า วิชาชีพครูยังคงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง หากครูสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยถมช่องว่างดังกล่าว ลดความเหลื่อมล้ำทางโอกาส และค่อย ๆ พาผู้เรียนที่ยังยืนอยู่ระหว่างช่องว่างนั้นให้ก้าวขึ้นมาได้อย่างมั่นคงและเท่าเทียม บทบาทของครูในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้ แต่คือผู้ประคับประคอง ชี้นำ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเดินไปข้างหน้าได้
“ครูที่ประสบความสำเร็จ อาจไม่ใช่คนที่สอนคนเก่งให้เก่งขึ้น แต่คือคนที่ช่วยถมช่องว่าง ให้คนที่ไม่มีโอกาสได้มีโอกาสมากขึ้น นั่นคือ KPI ของครูในยุคดิจิทัล”
เรียบเรียงโดย ….นางสาวพัชรกัญญ์ ยังปากน้ำ



