
นักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ร่วมกับมูลนิธิกระจกเงา จังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ช่วยเหลือครัวเรือนกลุ่มเปราะบางในเขตอำเภอหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 5–7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ภารกิจครั้งนี้มุ่งบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ โดยทีมอาสาได้ช่วยทำความสะอาดบ้านเรือนที่ถูกน้ำพัดโคลนท่วมขัง พร้อมฟื้นฟูพื้นที่อยู่อาศัยให้กลับมาใช้งานได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่นักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสารได้เรียนรู้บทบาทของนักสื่อสารสาธารณะในสถานการณ์วิกฤต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภีรกาญจน์ ไค่นุ่นนา คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร กล่าวว่า การลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ที่ผ่านมา ไม่เพียงเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน แต่ยังเป็นพื้นที่การเรียนรู้สำคัญของนักศึกษาด้านการสื่อสารที่ได้ฝึกทักษะ ลงมือทำจริง และซึมซับจิตสาธารณะผ่านการทำงานร่วมกับชุมชน


การดำเนินกิจกรรมเริ่มจากการหารือร่วมกับทีมบริหารของคณะและงานกิจการนักศึกษา ก่อนระดมพลังนักศึกษา โดยออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ 1) ทีมสนับสนุนกำลังแรงงาน ช่วยขนย้ายของ ทำความสะอาดบ้านเรือน และฟื้นฟูพื้นที่อยู่อาศัย และ 2) ทีมซ่อมแซมอุปกรณ์ ดูแลการแก้ไขคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความเสียหาย โดยในวันที่ 10 ธันวาคมนี้ ชมรมไอที ม.อ.ปัตตานี ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของนักศึกษาสาขาคอมพิวเตอร์และวิทยาการสารสนเทศเพื่อการจัดการ จะลงไปทำกิจกรรม Commsci Care เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูห้องคอมพิวเตอร์ที่ถูกน้ำท่วม ณ โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ อ.จะนะ จ.สงขลา
คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร ยังกล่าวถึงการทำงานในมิติ “การฟื้นฟูใจ” หลังภัยพิบัติ ซึ่งคณะวิทยาการสื่อสารได้ขับเคลื่อนแคมเปญ CommSci Care ที่มุ่งเน้นการให้ความรู้ด้านการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการแชร์และเชื่อข้อมูลเท็จ เสพข้อมูลแล้วไม่ให้เกิดความเครียด และการสื่อสารหลังภัยพิบัติด้วยการนำเสนอเนื้อหาสร้างสรรค์ผ่านเพจคณะฯ ซึ่งเป็นบทบาทที่คณะวิทยาการสื่อสารสามารถดำเนินการได้ในเชิงการให้ความรู้แก่ประชาชน
“หลังจากภัยพิบัติครั้งนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการร่วมกันเยียวยาและฟื้นฟูให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตได้เร็วที่สุด ซึ่งเป็นแผนงานในระยะสั้น แต่ระยะกลางและระยะยาวนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการบูรณาการหลายภาคส่วนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเผชิญภัยธรรมชาติรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เห็นภาพเดียวกันว่าภัยในแต่ละพื้นที่จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง และต้องเฝ้าระวังอย่างไรในอนาคต ประสบการณ์จากภัยพิบัติ โดยเฉพาะใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ครั้งนี้เป็นน้ำท่วมและวาตภัยเช่นกันแต่สาเหตุและเงื่อนไขที่ทำให้เกิดภัยดังกล่าวแตกต่างออกไปจากเดิม นี่จึงสะท้อนว่าความรู้เรื่องภัยพิบัติใหม่ ๆ สำคัญ แต่โจทย์นี้จะส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ อย่างไร การบูรณาการหรือมีวอรูมร่วมกัน จึงสำคัญ”คณบดีคณะวิทยาการสื่อสารกล่าว

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ปวิชญา ชนะการณ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา ศิษย์เก่าสัมพันธ์ และกิจการพิเศษ คณะวิทยาการสื่อสาร กล่าวถึงถึงจุดเริ่มต้นของภารกิจ “Commsci Care : อาสาล้างบ้าน” ว่า เป็นความตั้งใจของคณะวิทยาการสื่อสารในการระดมพลังนักศึกษาและบุคลากรลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในอำเภอหาดใหญ่ หลังทราบว่ายังมีหลายครัวเรือน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ทั้งผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ ผู้สูงอายุ และแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งไม่สามารถจัดการทำความสะอาดบ้านได้ด้วยตนเอง
ขณะเดียวกัน มูลนิธิกระจกเงาได้จัดตั้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยขึ้นในพื้นที่ และเตรียมเปิดรับ “จิตอาสาล้างบ้าน” ทำให้เกิดการผนึกกำลังระหว่างคณะและมูลนิธิฯ ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองหน่วยงานมีความร่วมมือกันมาอย่างต่อเนื่องผ่านบันทึกข้อตกลง (MOU) และการส่งนักศึกษาไปสหกิจศึกษาที่จังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่เป็นประจำ จึงนับเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการนำทรัพยากร ความรู้ และกำลังคนมาบูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาฯ กล่าวว่า ในฐานะนักสื่อสาร นักศึกษาสามารถนำความรู้และทักษะที่มีไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนในหลายมิติ โดยช่วงภาวะวิกฤตที่ผ่านมา นักศึกษาได้ช่วยแชร์ข้อมูลการช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ช่องทางการรับบริจาค และข้อมูลติดต่อหน่วยงานรัฐ–เอกชน ผ่านโซเชียลมีเดียของตนเองและกลุ่มอย่างเข้มแข็ง ทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลจำเป็นได้เร็วขึ้น ในช่วงฟื้นฟูหลังน้ำลด นักศึกษาชมรมไอที ม.อ.ปัตตานี ยังได้ลงพื้นที่กองบิน 56 เพื่อช่วยกรอกข้อมูลผู้ประสบภัยที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางและอุปกรณ์โน้ตบุ๊กอีกด้วย

“นักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมคือจิตอาสาตัวจริง แม้ต้องเผชิญแรงเสียดทานจากเจ้าของบ้านที่ยังมีความเครียดและหวงทรัพย์สิน นักศึกษาก็อดทน อดกลั้น ซึ่งเป็นบทเรียนสำคัญที่หาไม่ได้จากห้องเรียน จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ นักศึกษาได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คนด้วยตนเอง เข้าใจธรรมชาติของชีวิต เรียนรู้กระบวนการฟื้นฟูชุมชนจากองค์กรพัฒนาชุมชนอย่างมูลนิธิกระจกเงา และได้ฝึกปฏิภาณไหวพริบในการทำงานจริง ทั้งยังเรียนรู้การทำงานเป็นทีมอย่างลึกซึ้ง ซึ่งนักศึกษาทุกคนได้ผ่านบทเรียนที่มีค่ายิ่งกว่าในตำรา “วิชาประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง” เพราะการสละเวลาวันหยุดไปช่วยล้างบ้านให้กลุ่มเปราะบาง คือการมอบความสุขของตนเพื่อบรรเทาความทุกข์ของผู้อื่น และเสียงเดียวกันที่ได้ยินจากนักศึกษาหลังจบภารกิจคือเหนื่อย แต่ใจฟู ที่ได้เป็นส่วนเล็ก ๆ ช่วยสังคม”รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาฯ กล่าว
นายกิตติศักดิ์ รับไทรทอง นายกสโมสรนักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร หนึ่งในทีมอาสาล้างบ้าน เล่าถึงความตั้งใจที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมว่า ต้องการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องชาวหาดใหญ่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากน้ำท่วมครั้งนี้ เพราะเห็นชัดว่าหลายครอบครัวได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง การได้ลงไปช่วย แม้จะเป็นเพียงบทบาทเล็ก ๆ แต่มีความหมายอย่างยิ่งในวันที่ผู้คนต้องการแรงสนับสนุน
นายกสโมสรนักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสาร บอกว่า การทำงานร่วมกับมูลนิธิกระจกเงาทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของทีมมืออาชีพ ไม่ว่าจะเป็นการประสานงาน การแบ่งหน้าที่ การจัดการทรัพยากร และพลังความกระตือรือร้นของอาสาทุกคน สิ่งที่ได้กลับมาคือ “คุณค่าของทีมเวิร์ก” เพราะทุกอย่างสำเร็จได้จากการช่วยกัน คิดเร็ว ทำเร็ว แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และตั้งลำดับความสำคัญอย่างมีระบบ พร้อมทั้งยังได้เห็นบรรยากาศของชุมชนที่ร่วมแรงร่วมใจฟื้นฟูพื้นที่ของตนเอง เป็นประสบการณ์ตรงที่ทำให้เข้าใจความหมายของการช่วยเหลือกันอย่างแท้จริง
ขณะที่นายวีระสิทธิ์ บิลังโหลด นักศึกษาคณะวิทยาการสื่อสารอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า มองเห็นโอกาสที่มหาวิทยาลัยเปิดให้นักศึกษาได้เป็นจิตอาสา จึงตัดสินใจเข้าร่วมเพื่อใช้แรงเล็ก ๆ ของตนช่วยเหลือผู้ประสบภัย สิ่งที่ต้องเตรียมคือความพร้อมด้านร่างกาย สุขภาพ และ “หัวใจของความเป็นอาสา” ที่ตั้งใจจะทำประโยชน์ให้มากที่สุด
“ผมได้เรียนรู้การทำงานอย่างเป็นระบบของทีมมูลนิธิกระจกเงาครับ ได้ทำงานร่วมกันกับทีมนักศึกษาที่ร่วมแรงร่วมใจกัน การจัดการเวลา เป้าหมายงาน และการวางแผนอย่างมีระเบียบ เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้งานสำเร็จลุล่วง ผมยังได้นำทักษะการสื่อสารมาใช้จริง ทั้งการประสานงาน การทำงานกับเพื่อนต่างคณะ และการติดต่อกับหัวหน้างานในพื้นที่ ทำให้เห็นว่าทักษะสื่อสารเป็นหัวใจสำคัญของงานช่วยเหลือในสถานการณ์จริง” นายวีระสิทธิ์ กล่าว













